บทที่ 3 ตอนที่ 1 พานพบอีกครากับความทรงจำที่เลือนหาย 3
“ขะ...ขอรับ นางผู้นี้ยังมิได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสาวใช้ประจำเรือนใด เป็นเพียงทาสต่ำต้อยที่เพิ่งซื้อตัวเข้ามาเมื่อไม่กี่วันก่อน สมองกลวงของนางทึมทื่อเกินเยียวยา จำสิ่งใดมิได้กระทั่งนามของตนเอง กฎระเบียบอันใดก็ยังมิค่อยเข้าใจถ่องแท้ นางจึงละเมิดกฎเกณฑ์อย่างไม่น่าให้อภัย ขอนายน้อยได้โปรดละเว้นโทษหนักด้วยขอรับ”
คำว่าละเว้นโทษหนักของเหิงอันหมายถึงการทำโทษแค่เพียงทาสสาว มิต้องสืบมาถึงตัวเขา
หลิวไท่หยางโบกมือเบาๆ ให้พ่อบ้านออกไป
เหิงอันราวกับได้รับการอภัยโทษครั้งใหญ่สุดในชีวิต เขารีบค้อมเอวล่าถอยหนีตายไปยืนก้มหน้าสงบนิ่งที่มุมห้องไกลลิบทันที
กลางห้องกว้าง คงเหลือเพียงซิงเยว่ที่จำต้องคุกเข่าก้มหน้าไม่อาจขยับเขยื้อน
“ปล่อยนาง...” กระแสเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ขยับเท้าเชื่องช้ามาหยุดตรงหน้าสาวน้อย
ฝ่ามือคล้ายคีบเหล็กของบุรุษร่างกำยำค่อยๆ คลายออกจากไหล่มน ทำคนตัวเล็กโล่งใจสบายหัวไหล่ทันที
นึกว่ากระดูกจะแตกเสียแล้ว
ซิงเยว่ยังคงระงับกิริยามิให้เผยอาการอันใดออกมา แม้จดจำสิ่งใดไม่ได้ ทว่านิสัยระแวดระวังภัยด้วยการเก็บงำสีหน้าซ่อนความรู้สึกกลับติดตัวตลอดเวลา
“เงยหน้า”
กระแสเสียงเย็นเยียบดังขึ้นอีกคราจากผู้เป็นนาย
ซิงเยว่จึงเหลือบมองบุรุษในอาภรณ์เรียบลื่นหรูหรา ผ้าสีขาวพิสุทธิ์ดุจไข่มุกแห่งท้องทะเลอันลึกล้ำนี้ ทำคนมองมิอาจละสายตา เขาคือคนที่นางเพิ่งรู้ว่ามีฐานะเป็นเจ้านาย มีนามว่าหลิวไท่หยาง นายน้อยแห่งคฤหาสน์ฤดูร้อนหลิวซิง
หรือก็คือเจ้าชีวิตของทาสชั้นต่ำอย่างนาง...
ลมริมระเบียงสูงโชยผ่านผะแผ่ว แสงตะวันแยงตา ประดุจเข็มเงินทิ่มแทงเนตรงาม สาวน้อยขมวดคิ้วนิ่วหน้า สูดหายใจลึก ขบริมฝีปากแน่น
ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่นางรับรู้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยทั้งรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลอันไร้รูปลักษณ์จากร่างเขา ทั้งๆ ที่เขามิได้ขู่เข็ญหรือกรรโชกอันใด
คล้ายมีเสียงกระซิบหนึ่งจากดินแดนแสนไกลบอกนางว่าเขามีอิทธิพลต่อนางอย่างแรงกล้า
นางมิอาจต่อกรเขาได้
แน่นอนว่าหากเป็นบ่าวไพร่ชั้นต่ำเฉกเดียวกันอย่างม่านเหนียง ซิงเยว่ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวหวั่นเกรง หากแต่ผู้ใดให้ชายตรงหน้าเป็นถึงเจ้าแห่งคฤหาสน์แห่งนี้เล่า
นางที่เป็นเพียงทาสสาวตัวน้อยในเรือนใหญ่ของเขา กล้าขัดคำสั่งหรือไร?
หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าตามคำสั่ง เผยใบหน้ามอมแมมเปื้อนดินโคลนจากการทะเลาะตบตี
และเมื่อแน่งน้อยเงยหน้าเผยความคุ้นเคยแก่สายตา
แม้จะถูกความซอมซ่อกลบความงามที่แท้จริงจนมิด แต่หลิวไท่หยางกลับเบิกตากว้าง เรือนร่างแข็งค้างบัดดล เมื่อมองเห็นใบหน้าของอีกคนเต็มสองตา
ชั่วขณะนั้นภาพของสตรีอีกนางพลันซ้อนทับเข้ามา
ใบหน้างดงามพริ้มเพราแต่มึนตึง ดวงตาโฉบเฉี่ยวแฝงความดุดันคุกคามผู้คน ท่าทีแข็งกร้าวมิเคยยอมความใด เพียงมองปราดเดียวยังประทับตราตรึงในหัวใจยากลบเลือน
เหมือนมาก...
ทันทีที่เห็นใบหน้าทาสสาวตัวน้อย
ในห้วงภวังค์ความทรงจำ บุรุษหนุ่มคล้ายได้ยินเสียงกราดเกรี้ยวจากดินแดนแสนไกล
‘ข้ารักเจ้า ซิงเยว่! เพียงเจ้าเท่านั้นที่ข้าไท่หยางต้องการเคียงคู่ร่วมผูกผมเป็นภรรยา’
‘แต่ข้ามิได้รักท่าน เอาสินสอดกลับไป ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าคนของท่านให้สิ้น’
แน่นอนว่านั่นมิใช่แค่คำขู่ เพราะนางสังหารโหด กลุ่มคนหามหีบหมั้นของเขาตายจนเกลื่อน
‘ไสหัวไปซะ! ก่อนที่ข้าจะฆ่าท่านอีกคน!’
เนตรงามมองกร้าว บ่งบอกว่าทำได้จริง
แค่นางหยามเกียรติโดยการปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า แค่นั้นก็ร้ายกาจพอแล้ว แต่นางยังฆ่าคนของเขาเช่นผักปลา
ทั้งยื่นปลายดาบพาดบนลำคอเขาจนเลือดซึม!
หากมิได้รักแล้วเหตุใดบุปผารัตติกาลเช่นเจ้าถึงยอมให้เพียงข้าได้ยลโฉมภายใต้หน้ากากเงิน เหตุใดถึงมอบความหวังจนข้ามั่นใจในสัมพันธ์
การกระทำแน่ชัดว่ารัก แต่กลับสะบั้นสิ้นเยื่อขาดใย
เช่นนี้จะมิให้ข้าแค้นได้อย่างไร...
แววตาหลิวไท่หยางวูบไหว เผยอารมณ์ซับซ้อน ทั้งโกรธกรุ่น ชิงชัง ทั้งปักใจมิเสื่อมคลาย
ฝ่ามือแกร่งคว้าใบหน้าของทาสสาวอย่างหยาบคาย เผลอบีบคางนางแน่นเมื่อใดมิอาจทราบ
ซิงเยว่นิ่วหน้าน้ำตาซึม แต่มิกล้าส่งเสียงเล็ดลอดจากริมฝีปากแห้งผาก
“นายน้อย...”
เสียงทุ้มของจิ้นสิงดึงสติของหลิวไท่หยางให้กลับคืน เรียวนิ้วแกร่งจึงค่อยๆ คลายออกแต่มิได้ผละจาก
เมื่อครู่เขาแค่เห็นไกลๆ มองแล้วให้รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา จึงสั่งคนให้เรียกตัวมา ทว่าเมื่อเห็นใกล้ๆ
เหมือนมาก...
ชายหนุ่มหรี่ตาเดินกำลังภายในจับกระแสลมปราณของอีกฝ่าย
ไม่มี...
นางผู้นี้ไร้ซึ่งวรยุทธ์...
หลิวไท่หยางเพ่งพิศรูปโฉมของทาสสาวตรงหน้าที่เหมือนกับสตรีร้ายกาจในความทรงจำทุกส่วนอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ เนตรคมกริบดุจมีดดาบจ้องมองหญิงสาวในห้วงคะนึงไม่วางตา เขาจ้องมองอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดไม่จาสักคำ สร้างแรงกดดันมหาศาลแผ่กำจายออกมาอย่างเข้มขลัง
“เจ้ามีนามว่าอะไร?”
นายน้อยแห่งคฤหาสน์หลิวถามเสียงราบเรียบ ซิงเยว่ไม่กล้าบอกนามชมชอบที่เพียรคิดโดยพลการเมื่อครู่ จึงเอ่ยตามชื่อที่ถูกผู้คนมอบให้
“หนี่เอ๋อร์เจ้าค่ะ”
หญิงสาวสูดลมหายใจลึกยาวหมายข่มแรงกดดันที่แผ่ซ่านจนกดทับให้รู้สึกแน่นหน้าอกจากชายตรงหน้า
“เพราะความจำเสื่อมจำนามเดิมมิได้ ทุกคนจึงเรียกบ่าวเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
“เจ้าจำตัวเองมิได้หรือ?” นิ้วเรียวยาวปล่อยคางมน ไต่ถามอย่างเฉยชา ทว่าแววตาคล้ายจับผิดครามครัน
“เกิดสิ่งใดกับเจ้า?”
ซิงเยว่โขกศีรษะตอบ “นายหน้าค้าทาสเล่าให้บ่าวฟังว่าบ้านเดิมของบ่าวถูกโจรร้ายปล้นชิงก่อนจุดไฟเผาจนวอดวาย พ่อแม่พี่น้องล้มตาย วันรุ่งบ่าวกลับจากเดินทางไปค้าขาย ได้เห็นเศษซากครอบครัวจึงกรีดร้องจนสิ้นสติ ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็จำอะไรไม่ได้แล้ว คาดว่าได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจขั้นรุนแรงเจ้าค่ะ”
